วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ทำความเข้าใจกับการ “เล่น” ของลูกรัก



เราคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่าการเล่นคืองานของเด็ก ซึ่งเป็นความจริงแต่นั่นไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้เด็กวิ่งเล่นไปเรื่อยๆ การเล่นที่ทำให้เกิดประโยชน์มีรายละเอียดมากกว่านั้น การเล่นที่ดีต้องมีทั้งความสนุกสนานและในขณะเดียวกันก็เกิดประโยชน์ด้วย ดังนั้นหากพ่อแม่มีความเข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับการเล่นที่ทำให้เกิดงานของเด็กและนำไปปฎิบัติแล้ว ประโยชน์ที่ได้จากงานที่เกิดขึ้นจะมากมายและมีคุณค่าต่อตัวเด็กเองและพ่อแม่ด้วย



อย่าปล่อยให้เด็กเล่นเอง (โดยเฉพาะเด็กเล็ก)


ผู้ใหญ่และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่ควรเป็นผู้จัดสรรการเล่นให้เด็ก เปรียบเหมือนการที่หัวหน้างานมอบหมายงานให้พนักงานต่างกันตรงวิธีการ ความรู้สึกของผู้ได้รับมอบหมายและเป้าหมาย วิธีการคือการจูงใจ ความรู้สึกของผู้ปฎิบัติคือสนุกสนาน ส่วนเป้าหมายคือตัวเด็กได้รับประโยชน์สูงสุด การดูแลเรื่องการเล่นของลูกจึงถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญของพ่อแม่


ให้เด็กได้เล่นครบหลากหลายรูปแบบ


การเล่นมี 2 รูปแบบ คือ การเล่นแบบที่นำตัวเด็กเองเข้าไปเล่น ซึ่งยังแบ่งย่อยเป็นการเล่นคนเดียวและการเล่นหรือร่วมกิจกรรมที่เป็นกลุ่ม ตัวอย่างเช่น การเล่นกีฬา การเล่นเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น การเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการ เป็นต้น การเล่นแบบที่สองคือ การนำของมาเล่น ซึ่งก็ยังแบ่งย่อยเป็นการนั่งเล่นคนเดียว การเล่นกับพี่น้องหรือเด็กคนอื่น และการเล่นกับพ่อแม่ การเล่นทุกแบบที่กล่าวมาส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละด้านต่างกันจึงควรให้เด็กได้เล่นทุกแบบ

ลักษณะของของ “เล่น” และ “ของเล่น”


- ไม่เป็นรูปร่างและไม่ตายตัว เป็นลักษณะของ ของที่นำมา “เล่น” ซึ่งต่างกับ “ของเล่น” ตัวอย่างเช่น น้ำ ทราย


แป้งโด กระดาษ สีน้ำ สีไม้ เป็นต้น ของเล่นที่ไม่เป็นรูปร่างและไม่ตายตัวก่อให้การเรียนรู้มากที่สุด


- เป็นรูปร่างแต่ไม่ตายตัว เป็นลักษณะของที่มีรูปร่างแต่นำมาประกอบ ต่อ เรียง วางให้เกิดเป็นรูปร่างอื่นๆ ได้


ตัวอย่างเช่น ไม้บล็อค ตัวต่อเลโก้ จิ๊กซอว์ เป็นต้น ของเล่นที่เป็นรูปร่างแต่ไม่ตายตัวก่อให้การเรียนรู้มากใกล้เคียงอันแรก


- เป็นรูปร่างตายตัว เป็นลักษณะ “ของเล่น” ตัวอย่างเช่น ตุ๊กตา หุ่นยนต์ที่แยกส่วนประกอบไม่ได้ รถของเล่น เป็นต้น ของเล่นชนิดนี้มีประโยชน์เหมือนกันแต่ไม่มากเท่ากับสองแบบข้างต้น


การเลือกของเล่นให้ลูก


พ่อแม่ควรพาลูกไปร้านของเล่นหรืองานมหกรรมของเล่นที่มีการสาธิตและให้เด็กได้ลองเล่นดูเพื่อพ่อแม่จะสามารถสังเกตุรู้ว่าลูกชอบของเล่นแบบไหน แล้วพ่อแม่ค่อยคัดเลือกเพื่อซื้อของเล่นที่มีประโยชน์ให้ลูกตามกำลังและความเหมาะสม


ของเล่นที่ได้มาตรฐานจะมีข้อมูลบอกไว้ว่าเป็นของเล่นที่เหมาะกับเด็กวัยใด และที่สำคัญพ่อแม่ควรมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กแต่ละวัยด้วย ของเล่นในบ้านควรให้มีจำนวนเหมาะสมอย่าให้มากไปและอย่าให้น้อยไป



จาก “ของเล่น” สู่ “หนังสือ”


มีหนังสือที่ส่งเสริมพัฒนาการมากมายที่ให้เด็กได้ “เล่น” ตัวอย่างเช่น หนังสือประเภทลากเส้นต่อจุด จับคู่รูปภาพ การจัดหมวดหมู่ เรียงลำดับ นับจำนวน สังเกตุความแตกต่างในภาพ เป็นต้น หนังสือที่กล่าวมานี้มีประโยชน์มาก ปัจจุบันตามร้านหนังสือทั่วไปมีหนังสือประเภทนี้ให้เลือกมากมายและราคาไม่แพง วิธีเลือกให้เลือกเล่มที่รูปภาพดูเหมือนจริงมีรายละเอียดชัดเจนและเหมาะกับวัยของเด็กไม่ยากไม่ง่ายเกินไป

 
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ความสามารถและพัฒนาการตามวัยของเด็กอายุ 31-36 เดือน

อายุ 31-32 เดือน

ทักษะสำคัญที่เด็กวัยนี้ควรทำได้ (เด็กส่วนใหญ่ทำได้)
• สามารถจำชื่อของตัวเองได้
• วาดวงกลมได้

ทักษะพิเศษของเด็กวัยนี้ (ครึ่งหนึ่งของเด็กวัยนี้ที่สามารถทำได้)
• ใส่เสื้อที่ใส่ง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง
• ทรงตัวด้วยขาแต่ละข้างได้นานขึ้น
• จำตัวพยัญชนะได้
• แปรงฟันได้ด้วยตัวเอง

ทักษะขั้นสูง (มีเด็กวัยนี้น้อยคนที่ทำได้)
• การใช้ภาษาที่ดีขึ้น
• วาดเส้นกากบาทได้
• อธิบายว่าสิ่งของอะไรใช้ทำอะไรได้อย่างถูกต้อง

อายุ 33-34 เดือน


ทักษะสำคัญที่เด็กวัยนี้ควรทำได้ (เด็กส่วนใหญ่ทำได้)
• บอกชื่อสีได้
• บอกชื่อเพื่อนได้อย่างน้อยหนึ่งคน
• เข้าใจและพูดโต้ตอบบทสนทนาที่ไม่ซับซ้อนได้

ทักษะพิเศษของเด็กวัยนี้ (ครึ่งหนึ่งของเด็กวัยนี้ที่สามารถทำได้)
• ขึ้นลงบันไดได้อย่างคล่องแคล่ว
• เข้าใจและใช้คำบุพบทได้อย่างถูกต้อง เช่น บน, ใน, เหนือ
• คำพูดที่พูดออกมามีความชัดเจนเกือบทั้งหมดแล้ว
• ตั้งบล็อกขึ้น 8 ชั้นโดยบล็อกไม่หล่น

ทักษะขั้นสูง (มีเด็กวัยนี้น้อยคนที่ทำได้)
• ฝึกเรื่องการขับถ่ายได้ดีขึ้น
• มีทักษะในการใช้นิ้วมือได้ดีขึ้น
• มีการแสดงอารมณ์ได้หลากหลายอารมณ์มากขึ้น
• วาดรูปที่มีรูปร่างได้มากขึ้นกว่าเดิม

อายุ 35-36 เดือน

ทักษะสำคัญที่เด็กวัยนี้ควรทำได้ (เด็กส่วนใหญ่ทำได้)
• บอกได้ว่าสิ่งของใช้ทำอะไรได้อย่างน้อย 2 สิ่ง
• ใช้คำพูดที่เป็นประโยคที่ยาวขึ้น
• บอกได้ว่าใครกำลังทำกริยาที่ง่ายๆ อะไรอยู่ เช่น กำลังกระโดด

ทักษะพิเศษของเด็กวัยนี้ (ครึ่งหนึ่งของเด็กวัยนี้ที่สามารถทำได้)
• เริ่มเขย่งและกระโดดสองขาได้
• ทำตามคำสั่งที่ซับซ้อนขึ้นได้
• เริ่มไม่กลัว เริ่มที่จะแยกจากพ่อแม่ได้บ้าง

ทักษะขั้นสูง (มีเด็กวัยนี้น้อยคนที่ทำได้)
• ทรงตัวบนขาข้างเดียวได้นานขึ้น ทรงตัวได้อย่างน้อย 3 วินาที
• บอกชื่อสีได้
• ใส่เสื้อผ้าเองได้แล้ว





*******************************

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ความสามารถและพัฒนาการตามวัยของเด็กอายุ 25-30 เดือน

อายุ 25-26 เดือน

ทักษะสำคัญที่เด็กวัยนี้ควรทำได้ (เด็กส่วนใหญ่ทำได้)
• ต่อบล็อคได้ 6 ชั้น โดยบล็อคไม่ล้ม
• เดินได้อย่างสมดุลเหมือนผู้ใหญ่ ไม่เดินเตาะแตะแล้ว

ทักษะพิเศษของเด็กวัยนี้ (ครึ่งหนึ่งของเด็กวัยนี้ที่มีสามารถทำได้)
• รู้จักใช้คำสรรพนาม เช่น ฉัน เธอ
• ล้างมือและเช็ดมือเองได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องช่วย

ทักษะขั้นสูง (มีเด็กวัยนี้น้อยคนที่ทำได้)
• พูดได้ชัดเจนเกือบทั้งหมดแล้ว
• วาดเส้นโค้งได้

อายุ 27-28 เดือน

ทักษะสำคัญที่เด็กวัยนี้ควรทำได้ (เด็กส่วนใหญ่ทำได้)
• กระโดดด้วยสองขาพร้อมกันได้
• เปิดประตูได้เอง

ทักษะพิเศษของเด็กวัยนี้ (ครึ่งหนึ่งของเด็กวัยนี้ที่มีสามารถทำได้)
• เข้าใจคำขยาย เช่น ใหญ่ นุ่ม
• วาดเส้นโค้งได้

ทักษะขั้นสูง (มีเด็กวัยนี้น้อยคนที่ทำได้)
• เริ่มจำตัวพยัญชนะได้
• ทรงตัวด้วยขาข้างเดียวได้

อายุ 29-30 เดือน

ทักษะสำคัญที่เด็กวัยนี้ควรทำได้ (เด็กส่วนใหญ่ทำได้)
• แปรงฟันได้เองด้วยการช่วยเหลือเล็กน้อย
• ล้างมือและเช็ดมือเองได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องช่วย
• วาดเส้นโค้งได้

ทักษะพิเศษของเด็กวัยนี้ (ครึ่งหนึ่งของเด็กวัยนี้ที่มีสามารถทำได้)
• วาดวงกลม
• ทรงตัวด้วยขาข้างเดียวได้

ทักษะขั้นสูง (มีเด็กวัยนี้น้อยคนที่ทำได้)
• ใส่เสื้อที่ใส่ง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง
• บอกชื่อสีได้
• บอกชื่อเพื่อนได้อย่างน้อยหนึ่งคน


*******************************